การติดฉลากสินค้า แบบไหนที่เรียกว่าดี?

 Key Takeaways

  • หน้าที่ตามกฎหมายของผู้ประกอบการ : สินค้าที่ผลิตจากโรงงานหรือนำเข้ามาจำหน่าย ถือเป็น "สินค้าที่ต้องควบคุมฉลาก" ตาม พ.ร.บ. คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับข้อมูลที่เพียงพอในการตัดสินใจซื้อ
  • นิยามที่ครอบคลุมของฉลาก : คำว่า "ฉลาก" ไม่ได้หมายถึงสติกเกอร์ที่ติดบนกล่องเท่านั้น แต่รวมถึงรูป รอยประดิษฐ์ คู่มือการใช้งาน เอกสารประกอบ หรือป้ายใด ๆ ที่แสดงข้อความเกี่ยวกับสินค้า
  • 8 ข้อมูลสำคัญที่ต้องระบุ : ฉลากสินค้าที่ดีต้องบอกข้อมูลจำเป็นครบถ้วน ได้แก่ ยี่ห้อ/ประเภท, ชื่อ-ที่อยู่ผู้จำหน่ายหรือผู้นำเข้า, ประเทศที่ผลิต (กรณีนำเข้า), เครื่องหมายการค้า, ขนาด/น้ำหนัก, วิธีใช้/คำเตือน, วันผลิต/หมดอายุ และราคาในหน่วยบาท
  • 3 กฎเหล็กของลักษณะฉลาก : ข้อมูลบนฉลากต้องตรงกับความเป็นจริงไม่ทำให้เข้าใจผิด, ต้องมีภาษาไทยกำกับชัดเจนอ่านง่าย และต้องแสดงไว้ในจุดที่เห็นได้ชัด เช่น ตัวสินค้า ภาชนะบรรจุ หีบห่อ หรือคู่มือ

 

ข้อควรรู้จาก สคบ. ฉลากสินค้าแบบไหนที่เรียกว่า “ดี”
สิ่งสำคัญสำหรับผู้บริโภคหรือลูกค้าในการตัดสินใจเลือกซื้อสินค้า คือความมั่นใจว่าสินค้านั้นมีคุณภาพจริง ๆ
และสิ่งที่จะทำให้เกิดความั่นใจได้ นั่นคือการได้รับข้อมูลที่เพียงพอ ด้วยเหตุนี้ ฉลากสินค้าจึงมีความสำคัญกับผู้ประกอบการ
ไม่ว่าจะเป็นสินค้าที่ผลิตโดยโรงงาน หรือนำเข้ามาจำหน่าย ถือเป็นสินค้าที่ต้องควบคุมฉลาก

โดย พ.ร.บ. คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 กำหนดว่า “ฉลาก” หมายถึง รูป รอยประดิษฐ์ กระดาษหรือสิ่งอื่นใดที่ทำให้ปรากฏข้อความเกี่ยวกับสินค้า ซึ่งแสดงไว้ที่สินค้า หรือภาชนะบรรจุ หรือหีบห่อบรรจุสินค้า หรือสอดแทรก หรือรวมไว้กับสินค้า และยังรวมถึงเอกสารหรือคู่มือสำหรับใช้ประกอบสินค้า ป้ายที่ติดตั้งหรือแสดงไว้ที่สินค้าหรือภาชนะบรรจุหรือหีบห่อบรรจุสินค้านั้นด้วย

ดังนั้นมาดูกันว่า ฉลากสินค้าที่ดีควรเป็นอย่างไร ซึ่งข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) บอกไว้ว่า ในการจัดทำฉลากสินค้า ผู้ประกอบการต้องบอกรายละเอียดที่สำคัญและจำเป็นต่อการตัดสินใจซื้อและใช้งาน

โดยฉลากสินค้าต้องระบุข้อความดังนี้

  • ยี่ห้อ และประเภทหรือชนิดของสินค้า
  • ชื่อ - ที่อยู่ของผู้จัดจำหน่ายหรือนำเข้าที่สามารถติดต่อได้จริง
  • กรณีสั่ง/นำเข้าให้ระบุประเทศที่ผลิต
  • ชื่อหรือเครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียน
  • ขนาด มิติ ปริมาณ ปริมาตร น้ำหนัก
  • วิธีใช้ ข้อแนะนำในการใช้ หรือห้ามใช้ หรือคำเตือน (ถ้ามี)
  • วันเดือนปีที่ผลิต หรือหมดอายุ หรือที่ควรใช้ก่อน
  • ราคา พร้อมระบุหน่วยบาท

นอกจากนี้ สิ่งสำคัญที่ผู้ประกอบการควรรู้เพิ่มเติมสำหรับลักษณะของฉลากสินค้า นั่นคือ

  1. ข้อมูลในฉลากต้องตรงกับความเป็นจริง ไม่ทำให้เกิดความเข้าใจผิดเกี่ยวกับสาระสำคัญของสินค้า
  2. ต้องเป็นภาษาไทย หรือภาษาไทยกำกับภาษาต่างประเทศ ซึ่งสามารถเห็นและอ่านได้ชัดเจน
  3. ต้องแสดงไว้ที่ตัวสินค้า ภาชนะบรรจุ หีบห่อ หรือสอดแทรกรวมไว้กับสินค้า รวมไปถึงคู่มือ เอกสารประกอบสินค้า ป้0ายที่ติดตั้งหรือแสดงไว้ที่สินค้า

 


 

คำถามที่พบบ่อย (FAQ) เกี่ยวกับฉลากสินค้าตามมาตรฐาน สคบ.

  • คำถาม : สินค้าประเภทใดบ้างที่เข้าข่ายเป็น "สินค้าที่ต้องควบคุมฉลาก"?
    คำตอบ : สินค้าทุกชนิดที่ผลิตขึ้นจากโรงงานเพื่อจำหน่าย หรือสินค้าที่มีการสั่งและนำเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจัดจำหน่าย ถือเป็นสินค้าที่ต้องควบคุมฉลากตามกฎหมาย โดยผู้ประกอบการมีหน้าที่ต้องจัดทำฉลากให้ถูกต้องก่อนวางขาย

  • คำถาม : หากเป็นสินค้านำเข้ามาจากต่างประเทศ ฉลากสินค้าต้องระบุข้อมูลอะไรเพิ่มเติมเป็นพิเศษไหม?
    คำตอบ : สำหรับสินค้านำเข้า สิ่งที่ขาดไม่ได้บนฉลากคือการระบุชื่อและที่อยู่ของผู้นำเข้าที่สามารถติดต่อได้จริงในประเทศไทย พร้อมทั้งต้องระบุชื่อประเทศที่ผลิตสินค้าชิ้นนั้น ๆ ให้ชัดเจนด้วยครับ

  • คำถาม : ฉลากสินค้าสามารถพิมพ์เป็นภาษาต่างประเทศล้วน เช่น ภาษาอังกฤษหรือภาษาจีน ได้หรือไม่?
    คำตอบ : ไม่ได้ครับ ตามข้อกำหนดของ สคบ. ฉลากสินค้าจะต้องจัดทำเป็นภาษาไทย หรือหากต้องการใช้ภาษาต่างประเทศก็ต้องมีภาษาไทยกำกับควบคู่ไปด้วยเสมอ โดยข้อความทั้งหมดจะต้องเด่นชัด อ่านและเห็นได้อย่างง่ายดาย

  • คำถาม : ตัวคู่มือการใช้งานหรือแผ่นพับที่ใส่ไว้ในกล่อง นับว่าเป็น "ฉลากสินค้า" ตามกฎหมายด้วยหรือไม่?
    คำตอบ : นับว่าเป็นฉลากสินค้าครับ เพราะตาม พ.ร.บ. คุ้มครองผู้บริโภค นิยามของฉลากจะครอบคลุมไปถึงเอกสารหรือคู่มือสำหรับใช้ประกอบสินค้า ป้ายที่ติดตั้ง หรือสิ่งอื่นใดที่สอดแทรกรวมไว้กับสินค้าและภาชนะบรรจุด้วย

 

 

การติดฉลากสินค้าที่ถูกต้องตามกฎหมายฉลากสินค้า 2569 ต้องมีข้อมูลครบ เช่น ยี่ห้อ ชื่อผู้ผลิต ประเทศที่ผลิต ขนาด วิธีใช้ วันหมดอายุ และราคา ฉลากสินค้าไทย-จีนช่วยสร้างความมั่นใจผู้บริโภค พร้อมตัวอย่างฉลากสินค้าที่ดี

สาระน่ารู้

Visitors: 6,989,642